หน้าหลัก
  การเดินทางสู่เรา
       ดาวน์โหลดแผนที่
  ตัวอย่างบ้านพัก
       บ้านเดี่ยว
       ห้องแถว
  บรรยากาศ
  แหล่งท่องเที่ยว
      วัดภูพลานสูง
      วัดป่าโนนนิเวศน์
      ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
      อุทยานแห่งชาติภูจอง
         นายอย
  ติดต่อเรา
 
     
วัดภูพลานสูง
   

ความเป็นมาของวัดภูพลานสูง

         วัดภูพลานสูง เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูจองนายอย อยู่ในการอุปถัมภ์ของชาว บ้านหลักเมือง
ต. นาจะหลวย อ. นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ได้รับการประกาศเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวัน ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
สถานที่ตั้งของวัด เป็นเสนาสนะป่าที่บรรพบุรุษได้ พยายามสืบต่อรักษาธรรมชาติ เนื่องจากสถานที่ตั้งของวัดเป็นที่สัปปายะ จึงมักจะมีครูบาอาจารย์สายกรรม ฐานพา คณะศิษยานุศิษย์มาปลีกวิเวก ใช้เป็นสถานที่ในการฝึกจิต อยู่เป็นประจำ ในสมัยที่ยังไม่เป็นวัดนั้นได้ใช้เป็นสถานที่ในการจัดงาน ปฏิบัติธรรม หลังจากออกพรรษา อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมา วัดภูพลานสูงจึงเกิดขึ้นจากความพยายามของบรรพบุรุษ ทั้ง ฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์

พระครูวิบูลธรรมธาดา

         ครูบาอาจารย์ที่ได้มาสร้างวัดองค์แรกก็คือ พระครูวิบูลธรรมธาดา (กาว ธมฺมทินฺโน) อดีตเจ้าคณะอำเภอเดช อุดม ได้มาบุกเบิกหักร้างถางพง และสร้างเสนาสนะต่าง ๆ เท่าที่จำเป็น
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่เนื่องจาก ช่วงนั้นสถานที่แห่งนี้มีไข้มาลาเรียชุกชม จึง ทำให้เป็นอุปสรรคสำหรับการสร้างวัดเป็นอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากท่านได้รู้ว่า สถานที่แห่งนี้ จะมีความสำคัญต่อไปในอนาคต เพราะในสมัยบรรพชาเป็นสามเณร ท่านเคยได้ติดตามถวายการ อุปัฏฐากพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี วัดทุ่งศรีเมือง
ผู้ไปทำการ บูรณะองค์พระธาตุพนมในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้พบคัมภีร์โบราณ (ต่อมาเทวดาได้นำคัมภีร์นี้มาถวายหลวงพ่อภรังสี) จึงทำให้ได้ทราบถึงคำพยากรณ์ในคัมภีร์นั้นว่า จะมีพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาที่วัดภูพลานสูงแห่งนี้ ในอนาคต จึง ได้มอบหมายให้พระครูวิบูลธรรมธาดาซึ่งเป็นสามเณร ในสมัยนั้นมาสร้างวัดภูพลานสูง เพื่อรองรับพระบรมสารีริก ธาตุ ตามที่ทำนายไว้ในพระคัมภีร์ ท่านจึงได้ดำเนินการสร้างวัดมาด้วยความยากลำบาก ในอดีตคณะสงฆ์ได้ พยายามผลักดัน ที่จะก่อสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หันพระพักตร์ไปทางประเทศกัมพูชา ประเทศลาว และประเทศ
ไทย เนื่องจากสถานที่ตั้งของวัดอยู่ระหว่างชายแดนทั้ง ๓ ประเทศ แต่ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการ
สร้างได้ วัด ภูพลานสูง ก็ตั้งอยู่ในกฎของความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เช่นเดียวกัน อยู่ในยุคเสื่อม ยุคเจริญมาตามลำดับ บางปี ก็ขาดแคลนพระภิกษุผู้อยู่จำพรรษา

                    

         จนมาถึงปี ๒๕๔๒ ชาวบ้านหลักเมืองจึงได้พร้อมใจกันกราบอาราธนาให้หลวงพ่อภรังสี ซึ่งประจำอยู่วัดป่า บ้านคำบอนในสมัยนั้น ขึ้นมาดูแลวัดภูพลานสูง นำพาสาธุชนบูรณะปฏิสังขรณ์สืบต่อไป หลวงพ่อภรังสี จึงได้ จัดส่งพระลูกวัดขึ้นมาพักจำพรรษาดูแลเสนาสนะ
คือ พระอาจารย์วิทย์ ปคุโณ หลวงปู่พูน สนฺตจิตฺโต สามเณร จำนวน ๒ รูป โดยมีพระครูสุนทรสารวัฒน์ (สุนทร สุนฺทโร) เจ้าคณะตำบลตูม เป็นประธานที่ปรึกษา เมื่อออก พรรษาพระภิกษุสามเณรก็ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ เนื่องจากลำบากด้วยปัจจัยสี่ การเดินทางสัญจรขึ้นลงก็ลำบาก
จึงพา กันลงจากวัดภูพลานสูงไปพักจำพรรษาที่อื่น ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๕หลวงพ่อภรังสี จึงได้ขึ้นมาดูแล พัฒนา ปรับปรุงนำร่อง ๒ ปี โดยได้บุกเบิกถนนขึ้นสู่วัดจัดระบบระเบียบต่าง ๆ ทำความสะอาดอาณาบริเวณและ มอบ หมายให้พระลูกศิษย์ดูแลแทน ส่วนหลวงพ่อก็กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าคำบอน ต่อมาพระลูกศิษย์ก็ไม่ สามารถ อยู่จำพรรษาได้ จึงทำให้หลวงพ่อขบคิดว่า ทำไมวัดภูพลานสูงถึงไม่มีพระภิกษุสามเณรอยู่ได้ ท่านจึงขึ้น มาดูแลด้วยตัวท่านเองใน ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ก่อนเข้าพรรษาได้สร้างกุฏิขึ้นหนึ่ง
หลัง เพื่อใช้เป็นที่พำนักจำพรรษา
        
    Up     
     
วัดป่าโนนนิเวศน์
   

ประวัติโดยสังเขปวัดห้วยซันเหนือ (วัดป่าโนนนิเวศน์)อ่างเก็บน้ำห้วยซันเหนือ
ตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี

วัดห้วยซันเหนือ

ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านห้วยซันเหนือ ตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ทั้งหมด ๒๖๙ ไร่เศษ

ตั้งเป็นสำนักสงฆ

ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันเป็นผู้ริเริ่มโดยมีข้าราชการและประชาชนทั่วไปในถิ่นนั้นเป็นแรงสนับสนุน
ด้วยดี เนื่องจากที่ตั้งสำนักสงฆ์เป็นป่าไม่มีผู้จับจองทำประโยชน์ และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่สามารถขอสร้างวัดให้ถูกต้องได้ เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์

จึงได้ซื้อที่ดินติดกับสำนักสงฆ์ที่มีเอกสารสิทธิ์ ๑ แปลง จำนวน ๑๐ ไร่ ในราคา ๑,๗๐๐ บาท พอถึงปี ๒๕๒๒ จึงใช้เอกสารสิทธิ์ที่ดิน
แปลงนี้ ขอสร้างวัดจากกรมการศาสนา ในปี พ.ศ ๒๕๒๔ ก็ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดได้ ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัด และ
ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

สภาพทั่วไป

เป็นป่าไม้เบญจพรรณขึ้นปกคลุมหนาแน่น เป็นป่าที่สมบูรณ์มากยังไม่ใครจับจองเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เป็นเพียงการทำไร่เลื่อนลอยย้ายไปมาเรื่อยๆ และทางราชการยังไม่ประกาศป่าสงวนแห่งชาติ ในปี พ.ศ ๒๕๒๖ ทางราชการได้สำรวจพื้น
ที่แถบนี้ เพื่อเตรียมการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ

พอถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ทางราชการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ทางราชการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาต
ิ ภูจองนายอย ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ อุทยานแห่งชาติภูจองนายอยได้ตรวจสอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอยใหม่ ปรากฏว่า พื้นที่ของวัดไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแต่อย่างใด และไม่ได้อยู่ในเขตป่าสงวนด้วย (ตามหนังสือราชการยืนยันที่ อบ.
๐๐๐๙-๖๐๐๐๒ สว. ๒ มีนาคม ๒๕๓๖)

การพัฒนา

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ก่อสร้างศาลาการเปรียญ ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ สร้างอุโบสถ ปี พ.ศ.๒๕๓๙ สร้างโรงครัว ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ สร้างเมรุ
ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ต่อเติมศาลาการเปรียญ ส่วนกุฏิได้ก่อสร้างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ปัจจุบันมีกุฏิถาวรทั้งหมด ๒๔ หลัง ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ สร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิ (พระธาตุ) ของครูบาอาจารย์ เสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือน
มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

ชื่อวัด

เดิมชื่อวัดป่านโนนนิเวศน์ เมื่อขอตั้งวัดทางกรมศาสนาได้เปลี่ยนชื่อวัดให้ใหม่ตามชื่อของหมู่บ้านที่วัดตั้งอยู่ คือ วัดห้วยซันเหนือ แต่ประชาชนทั่วไปรู้จักและยังใช้ชื่อวัดป่าโนนนิเวศน์อยู่เหมือนเดิม

    Up     
     
ศาลหลักเมืองนาจะหลวย
ฝั่งตรงข้ามสำนักงานอำเภอนาจะหลวย
ใจกลางเมืองนาจะหลวย ศาลหลักเมืองอำเภอนาจะหลวย
ประวัติความเป็นมาของ ศาลหลักเมือง
การก่อสร้างศาลหลักเมืองอำเภอนาจะหลวย

สืบเนื่องมาจากทางราชการได้ยกฐานะ ตำบลนาจะหลวย ขึ้นเป็นกิ่งอำเภอนาจะหลวยเมื่อ ปี พ.ศ.2515 ด้วยความดำริของ
พลตำรวจตรี วิเชียร ศรีมันตร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  ในสมัยนั้นจึงได้มีการสร้างศาลหลักเมืองขึ้น เพื่อเนศิริมงคล 
แก่ประชาชนในท้องที่ตามประเพณี ในการสร้างเมืองของชาติไทยและได้มีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันศุกร์ที่  2 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2516 เวลา 09.00 น. ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน2 ปีกุน ตัวอาคารทำด้วย ไม้เนื้อแข็ง  หลังคามุงกระเบืองกาลเวลาผ่านไปตัว
อาคารได้ชำรุด ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาปี พ.ศ.22542 โดยการนำของ นายพิชัย ปรีชาพรประเสริฐ นายอำเภอนาจะหลวย  ได้นัดพ่อค้าประชาชนมาร่วม ปรึกษาหารือในการก่อสร้างศาลหลักเมืองหลังใหม่ขึ้น และได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าควรสร้างศาลหลักเมือง แทนหลังเก่าเพื่อให้เกิดความสง่า และเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาของชาวอำเภอนาจะหลวยต่อไป  วันศุกรที่ 9 มิถุนายน 2543 เวลา
09.35-09.47 น. ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 7 ปีมะโรงได้ร่วมกันวางศิลาฤกษ์และยกเสา เอกขึ้นการก่อสร้างได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและเสรจสมบรูณ์เมื่อวันอัคารที่ 10 เมษายน
พ.ศ.2544 ในการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนทรัพย์จากข้าราชการหน่วยงานของรัฐ  และ  พ่อค้าประชาชนด้วยดีทุกประการ

การก่อสร้างศาลาหลักเมืองหลังใหม่
มีบุคคลสำคัญที่ควรจารึกื่อไว้เพื่อเป็นเกียรติประวัติทั้งเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนเป็นแบบอย่างที่ดี แก่อนุชนคนรุ่นหลังที่ควรกระทำตามเป็นแบบอย่างบุคคลเหล่านั้นคือ
 

นาย    พิชัย          ปรีชาพรประเสริฐ์         นายอำเภอนาจะหลวย ประธานดำเนินการ
พระครู สุชีพ          ภาวะนาพิวัตร (เข็ม สขีโว)    เจ้าอาวาสวัดป่าโนนนิเวศน์ ควบคุมดูแลการใช้จ่าย
นาย    สมพร         บัวสาบาน         รับเหมาในสนาม
นาง    จารุวรรณ   วีสกุล      ประชาสัมพันธ์และรับบริจาค
นาง    ประยงค์     พิทธิชัย  ประชาสัมพันธ์และรับบริจาค
นาย    สิงหา        เวียงคำ  นายกเทศมนตรีผู้ประสานงานทุกเรื่อง
นาย    ทองจันทร์ จุลแดง   ประสานงานหาทุนจากกรุงเทพฯ
นาย    มงคล         พิทักษ์           อดีตเทศมนตรีผู้มีส่วนร่วมให้เกิดการก่อสร้าง
นาย    ชาญชัญ    วงส์ไชยา  ผู้เขียนแบบและควบคุมการก่อสร้าง
นาย    เพ็ง            พิบลณ์            หัวหน้าช่าง

   
 

ดวงเมืองศาลหลักเมือง กิ่งอำเภอนาจะหลวย จ.อุบลราชธานี
                2 กุมภาพันธ์ 2516 (เวลา 09.00น.)
            ลัคนาสถิตย์ ราศรีมีน เสวยราชแห่งฤกษ์
                ศิลาจารึกดวงฤกษ์ต่อเติมศาลหลักเมืองนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี

 

๙๗  ปีมะโรงจุลศักราช 1362 สุริยะคติกาล  เป็นวันที่  9  เดือนมิถุนายน 2543เป็นปฐมันวางค์  ตรียางค์พุธเป็นมหัทธโนฤกษ์  มหาฤกษ์ เวลา 09.35-10.47 น. ขอเมืองนาจะหลวยเจริญรุ่งเรืองแผ่ไพศาล ตลอดกาลนานเทอฯ

    Up     
     
     
อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย
ข้อมูลทั่วไป
   
อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาวและประเทศกัมพูชา พื้นที่ป่าอยู่ในส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรักประกอบด้วยภูเขาภูเล็กภูน้อยมากมาย เช่น ภูจองนายอย ภูจองน้ำซับ ภูจอง ภูจันทร์แดง ภูพลาญสูง ภูพลาญยาว เป็นต้น มีสภาพป่าสมบูรณ์ สภาพธรรมชาติที่สวยงาม และมีสัตว์ป่าชุกชุม มีเนื้อที่ประมาณ 428,750 ไร่ หรือ 686 ตารางกิโลเมตร
 
   
ความเป็นมา
 
   
สืบเนื่องจาก ร.ต.ท.ณรงค์ เทวคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีได้มีหนังสือลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2525 ถึงกรมป่าไม้ เสนอโครงการพัฒนาป่าภูจอง-นายอยให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตามความต้องการของราษฎรอำเภอนาจะหลวย และอำเภอใกล้เคียงในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อป้องกันรักษาป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามไว้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงมีคำสั่งที่ 116/2526 ลงวันที่ 19 มกราคม 2526 ให้นายอนุศักดิ์ ศรีทองแดง เจ้าพนักงานป่าไม้ 3 ไปทำการสำรวจพื้นที่ดังกล่าว

ผลการสำรวจ ปรากฏว่าสภาพพื้นที่ป่าสมบูรณ์ สัตว์ป่าหลายชนิดชุกชุม และมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง ตามรายงานการสำรวจ ที่ กส 0713(ภจ)/พิเศษ ลงวันที่ 12 เมษายน 2526 เพื่อเป็นการสนองตอบความต้องการของราษฎรที่จะอนุรักษ์ป่าภูจอง-นายอยไว้ ต่อมานายเคน ประคำทอง ราษฎรอำเภออุดมเดช จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 มิถุนายน 2526 ถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งรัดการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแห่งนี้ กองอุทยานแห่งชาติจึงได้เร่งรัดสำรวจหาข้อมูลเพิ่มเติมเห็นว่า พื้นที่ป่าภูจอง-นายอยมีสภาพทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงามเหมาะที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามหนังสือวนอุทยานภูจอง ที่ กห 0713(ภจ)/77 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2527

กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติการประชุมครั้งที่ 3/2527 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2527 เห็นชอบให้กำหนดพื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูจอง-นายอยในท้องที่ตำบลห้วยข่า อำเภอบุณฑริก ตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย และตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 104 ตอนที่ 103 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2530 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 53 ของประเทศ
 
   
ลักษณะภูมิประเทศ  

ส่วนใหญ่บริเวณป่าภูจอง-นายอยจะเป็นเทือกเขาแหล่งต้นน้ำของลำน้ำลำห้วยที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดิบเขา,ป่าดิบแล้ง,ป่าเบญจพรรณ,และป่าเต็งรัง,มีพันธุ์ไม้ขึ้นอยู่หนาแน่นและอุดมสมบูรณ์ ส่วนมากดินจะเป็นดินลูกรังปะปนหินปูนตามบริเวณที่ราบบนเนินเขา และประกอบด้วยลานหินลักษณะต่างๆ ตลอดจนหน้าผา เช่น ผาผึ้ง

 
ลักษณะภูมิอากาศ  

สภาพภูมิอากาศของอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย จัดเป็น 3 ฤดู ฤดูฝน เริ่มราวเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน ฤดูหนาว เริ่มราวเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ฤดูร้อน เริ่มราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งอากาศโดยทั่วไปไม่ร้อนจัดเย็นสบายตลอดทั้งปีโดยช่วงฤดูหนาวมีอากาศ ที่เย็นมากอีกครั้งหนึ่ง

 
พืชพรรณและสัตว์ป่า  

ประกอบด้วยพรรณไม้ชนิดป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ซึ่งขึ้นอยู่เป็นส่วนๆ มีพรรณไม้ขึ้นหนาแน่นประมาณร้อยละ 75 โดยเฉลี่ยประกอบด้วยไม้พื้นล่างขึ้นหนาแน่น ได้แก่ จำปาป่า และพรรณไม้ดอกต่างๆ แซมเป็นไม้พื้นล่างให้กับไม้ยืนต้นจำพวกตะเคียนทอง ประดู่ ยาง กระบาก ปู่จ้าว พะยูง มะค่า แกแล เป็นต้น ขึ้นแยกอยู่ตามสภาพป่า

    Up